วันอาทิตย์ที่ 22 พฤศจิกายน พ.ศ. 2558

แบบจำลอง TCP/IP (TCP/IP Model)

  1. แบบจำลอง TCP/IP (TCP/IP Model)

  1. 1. แบบจำลอง TCP/IP (TCP/IP Model)
  2. 2. TCP/IP ถูกนำมำใช้เป็นโปรโตคอลมำตรฐำนที่ใช้งำน บนเครือข่ำยอินเทอร์เน็ต ซึ่งแบบจำลอง TCP/IP ได้มีกำร พัฒนำขึ้นมำก่อนแบบจำลอง OSI แต่ก็นับได้ว่ำเป็นควำมโชคดีที่ แบบจำลองทั้งสองมีหลักกำรทำงำนที่คล้ำยคลึงกันมำก โดย TCP/IP จะมีชั้นสื่อสำรเพียง 5 ชั้น ซึ่งประกอบด้วยชั้นสื่อสำรทำง กำยภำพ ชั้นสื่อสำรเชื่อมต่อข้อมูล ชั้นสื่อสำรควบคุมเครือข่ำย ชั้น สื่อสำรเพื่อนำส่งข้อมูล และชั้นสื่อสำรกำรประยุกต์ โดยชั้นสื่อสำร กำรประยุกต์ใน TCP/IP ก็คือกำรรวมกันของชั้นสื่อสำรควบคุม หน้ำต่ำง ชั้นสื่อสำรนำเสนอข้อมูล และชั้นสื่อสำรกำรประยุกต์ของ แบบจำลอง OSI นั่นเอง
  3. 3. 7. ชั้นสื่อสำรกำรประยุกต์ 6. ชั้นสื่อสำรกำรนำเสนอข้อมูล 5. ชั้นสื่อสำรควบคุมหน้ำต่ำงสื่อสำร 4. ชั้นสื่อสำรเพื่อนำส่งข้อมูล 3. ชั้นสื่อสำรควบคุมเครือข่ำย 2. ชั้นสื่อสำรเชื่อมต่อข้อมูล 1. ชั้นสื่อสำรทำงกำยภำพ รูปที่ 2.2 เปรียบเทียบระหว่ำงแบบจำลอง OSI และสถำปัตยกรรมชุดโปรโตคอล TCP/IP 5. ชั้นสื่อสำรกำรประยุกต์ 4. ชั้นสื่อสำรเพื่อนำส่งข้อมูล 3. ชั้นสื่อสำรควบคุมเครือข่ำย 2. ชั้นสื่อสำรเชื่อมต่อข้อมูล 1. ชั้นสื่อสำรทำงกำยภำพ
  4. 4. สำหรับหน้ำที่ต่ำงๆ ของแต่ละชั้นสื่อสำรในสถำปัตยกรรมชุด โปรโตคอล TCP/IP สำมำรถแสดงรำยละเอียดได้ดังต่อไปนี้ ชั้นสื่อสำรทำงกำยภำพและเชื่อมต่อข้อมูล (Physical and Data Link Layer) ชั้นสื่อสำรทั้งสองมีหน้ำที่ในกำรควบคุมฮำร์ดแวร์และกำรรับส่งข้อมูล ผ่ำนเครือข่ำย ชั้นสื่อสำรควบคุมเครือข่ำย (Network Layer) ทำหน้ำที่ในกำรเลือกเส้นทำง (Routing) เพื่อจัดส่งข้อมูลใน รูปแบบของแพ็กเก็ตไปตำมเส้นทำงที่กำหนดจนกระทั้งถึงปลำยทำงที่ต้องกำร
  5. 5. ชั้นสื่อสสำรเพื่อนำส่งข้อมูล (Transport Layer) ทำหน้ำที่จัดเตรียมข้อมูลเพื่อส่งจำกตำแหน่งต้นทำงไปยังปลำยทำง ชั้นสื่อสำรกำรประยุกต์ (Application Layer) เป็นชั้นสื่อสำรประยุกต์ซึ่งเป็นส่วนของผู้ใช้งำนที่ใช้ติดต่อกับระบบ อนุญำตให้ยูสเซอร์ที่ใช้งำนซอฟต์แวร์แอปพลิเคชั่นต่ำงๆ ที่อำจมีหลำยรูปแบบ ด้วยกันโดยมุ่งเน้นกำรอินเตอร์เฟซกับผู้ใช้งำนเป็นสำคัญกล่ำวคือ ในชั้นสื่อสำร กำรประยุกต์นี้ จะมีโปรแกรมประยุกต์ต่ำงๆ มำกมำยที่จัดเตรียมไว้เพื่อควำม สะดวกในกำรอินเตอร์เฟซระหว่ำงยูสเซอร์กับคอมพิวเตอร์ และสนับสนุนกำร บริกำรต่ำงๆ โดยตัวอย่ำงโปรโตคอลในลำดับชั้นนี้ได้แก่ Telnet,FTP,SMTP,HTTP เป็นต้น


แบบจำลอง OSI ( OSI Model)

แบบจำลอง OSI Model
    การเชื่อมต่อคอมพิวเตอร์เป็นระบบเครือข่ายในยุคแรกจะมีลักษณะเฉพาะตัวตามบริษัทผู้ผลิตอุปกรณ์เครือข่ายนั้นๆ ทำให้เกิดปัญหาความเข้ากันได้ของอุปกรณ์ที่ผลิตจากต่างบริษัทกัน ดังนั้นหน่วยงานมาตรฐานสากล(International Standard Organization) หรือ ISO จึงได้กำหนดโครงสร้างมาตรฐานในการรับ-ส่งข้อมูลในเครือข่ายคอมพิวเตอร์ให้เป็นแบบเดียวกัน เพื่อให้ใช้งานร่วมกันได้ เรียกว่า แบบจำลอง OSI Model (Open Systems Interconnection Model) เพื่อใช้เป็นแบบอ้างอิงในการผลิต ทำให้อุปกรณ์เครือข่ายต่างบริษัทกันสามารถใช้งานร่วมกันได้ โดยไม่มีปัญหา แบบจำลอง OSI Model จะแบ่งการเชื่อมต่อในเครือข่ายคอมพิวเตอร์ออกเป็นชั้นย่อยๆ จำนวน 7ชั้น (Layer)
    ลักษณะการเชื่อมต่อคือ แต่ละชั้นหรือแต่ละเลเยอร์ (Layer) จะเสมือนเชื่อมต่อถึงกันและกันแต่ในส่วนของการเชื่อมต่อจริงทางกายภาพจะมีเพียงชั้นล่างสุดคือ Physical Layer เท่านั้นที่เชื่อมต่อถึงกัน ส่วนชั้นอื่นๆ จะไม่ได้เชื่อมต่อถึงกันจริง เพียงแต่เสมือนว่าเชื่อมต่อกัน โดยผ่านกลไกในระบบเครือข่ายเท่านั้น
                                                                Sender                                                                      Receiver                        
    ตามแนวทางของแบบจำลอง OSI Model จะกำหนดให้การติดต่อระหว่างกันจะต้องติดต่อภายในชั้นเดียวกันเท่านั้น จะติดต่อข้ามชั้นกันไม่ได้ เช่น ชั้นที่ ทางฝั่งผู้ส่ง ก็จะต้องเชื่อมต่อกับชั้นที่ ของฝั่งผู้รับ เท่านั้น ส่วนผู้ใช้งานจะต้องติดต่อผ่านทางชั้นที่ คือ Application Layer ซึ่งเป็นชั้นบนสุด ในทางปฏิบัติ ชั้น ด้านบนคือ Application Layer, Presentation Layer, Session Layer และ Transport Layer จะจัดเป็นการเชื่อมต่อข้อมูลในส่วนซอฟต์แวร์(Application Dependent Layer) ส่วน ชั้น ด้านล่าง คือ Network Layer, Data Link Layer และ Physical Layer จะเป็นส่วนควบคุมการรับส่งข้อมูล โดยทำการติดต่อกับฮาร์ดแวร์โดยตรง คือ เป็นส่วนของการเชื่อมต่อทางเครือข่าย(Network Dependent Layer)
หน้าที่ของแต่ละชั้นจะเป็นดังนี้
1.1 Application Layer
       ทำหน้าที่ในการเชื่อมต่อข้อมูลระหว่างผู้ใช้งานกับโปรแกรมใช้งาน โดยจะแบ่งคำสั่งต่างๆ ที่ผู้ใช้กำหนดผ่านทางเมนู หรือการคลิกเมาส์ ส่งให้โปรแกรมใช้งาน ซึ่งโปรแกรมใช้งานจะไปเรียกฟังก์ชั่นที่ให้บริการจากระบบปฏิบัติการอีกต่อหนึ่ง ดังนั้นคำสั่งหรือข้อมูลที่ผู้ใช้ส่งมาให้จะต้องถูกต้องตามกฎเกณฑ์ของระบบปฏิบัติการนั้นๆ หากมีข้อผิดพลาด ฟังก์ชั่นที่เรียกใช้งานก็จะแจ้งกลับมายังโปรแกรม และ โปรแกรมใช้งานก็จะแสดงข้อความการผิดพลาดให้กับผู้ใช้อีกต่อหนึ่ง ลักษณะการทำงานส่วนใหญ่ในชั้นนี้ได้แก่ การระบุตำแหน่งของเครื่องคอมพิวเตอร์ปลายทาง การกำหนดสิทธิในการเข้าถึงข้อมูล ตัวอย่างเช่น การเข้าใช้งานระบบ E-Mail การถ่ายโอนไฟล์ในเครือข่าย
1.2 Presentation Layer
       เป็นชั้นที่ทำหน้าที่เป็นส่วนติดต่อระหว่างชั้น Application และ Session ให้เข้าใจกัน โดยจะเป็นการสร้างขบวนการย่อยๆ ในการทำงานระหว่างกัน และ จัดรูปแบบการนำเสนอข้อมูลในการสื่อสารให้เข้าใจกันได้ เช่น การแปลงรหัสข้อมูล การเข้ารหัส (Encrypt) และ ถอดรหัสข้อมูล (Decrypt)
1.3 Session Layer
       เป็นชั้นที่ทำหน้าที่สร้างส่วนติดต่อ (Session) ในการสื่อสารข้อมูล โดยกำหนดจังหวะในการรับ-ส่งข้อมูลว่าจะทำงานในแบบผลัดการส่ง (Half Duplex) หรือ ส่งรับพร้อมกัน (Full Duplex) โดยจะสร้างเป็นส่วนของชุดข้อมูลโต้ตอบกัน
1.4 Transport Layer
       ทำหน้าที่แบ่งข้อมูลที่มีขนาดใหญ่เกินมาตรฐานการรับ-ส่ง ออกเป็นส่วนย่อยๆ ให้เหมาะสมกับการทำงานทางฮาร์ดแวร์ของอุปกรณ์ในระบบเครือข่ายตามมาตรฐานที่ใช้งาน
1.5 Network Layer
       ทำหน้าที่เชื่อมต่อและกำหนดเส้นทางในการรับส่งข้อมูลผ่านระบบเครือข่าย โดยจะนำข้อมูลในชั้นบนที่ส่งมาในรูปของ Package หรือ Frame ซึ่งมีเพียงแอดเดรสของผู้รับ-ผู้ส่ง ลำดับการรับ-ส่งข้อมูล และส่วนของข้อมูล นอกจากนี้ยังทำหน้าที่ในการสถาปนาการเชื่อมต่อในครั้งแรก (Call Setup) และ การยกเลิกการติดต่อ (Call Clearing)
1.6 Data Link Layer
       ทำหน้าที่ในการจัดเตรียมข้อมูลในการเชื่อมต่อให้กับอุปกรณ์ทางฮาร์ดแวร์ โดยหลังจากที่ได้รับข้อมูลจากชั้น Network Layer ที่กำหนดเส้นทางในการติดต่อมาให้ ก็จะทำการสร้างคำสั่งที่จะใช้ควบคุมฮาร์ดแวร์ในการติดต่อ และทำการตรวจสอบข้อผิดพลาดในการรับ-ส่งข้อมูล เพื่อให้ข้อมูลที่รับ-ส่งกันตรงกับมาตรฐานการรับ-ส่งข้อมูลในระดับฮาร์ดแวร์ เช่น มาตรฐานอีเธอร์เน็ต (Ethernet) มาตรฐานโทเค็นริง (Token Ring) ฯลฯ
1.7 Physical Layer
       เป็นชั้นล่างสุดของแบบจำลอง OSI Model และเป็นชั้นที่มีการเชื่อมต่อจริงทางกายภาพ ในชั้นนี้จะเป็นส่วนที่ใช้กำหนดคุณสมบัติทางกายภาพของอุปกรณ์ที่จะนำมาเชื่อมต่อกัน เช่น จะใช้ขั้วต่อสัญญาณแบบใด ใช้การรับ-ส่งข้อมูลแบบใด ความเร็วในการรับ-ส่งข้อมูลที่จะใช้เป็นเท่าใด ข้อมูลในชั้นนี้จะอยู่ในรูปของสัญญาณทางไฟฟ้าแบบดิจิตอลคือมีระดับสัญญาณ หรือ หากมีปัญหาในการรับ-ส่งทางฮาร์ดแวร์ เช่น สายรับ-ส่งข้อมูลขาด หรืออุปกรณ์ในเครือข่ายชำรุดเสียหาย ก็จะทำการตรวจสอบและส่งข้อมูลความผิดพลาดไปให้ชั้นอื่นๆ ที่อยู่เหนือขึ้นไปได้รับทราบ

องค์กรมาตรฐาน

องค์กรมาตรฐาน

      1) สถาบันแห่งชาติของสหรัฐอเมริกา (The American National Standards Institute : ANSI)
     เป็นองค์กรพัฒนามาตรฐานซึ่งเป็นหนึ่งในตัวแทนของกลุ่มประเทศสมาชิกใน ISO ด้วย มาตรฐานที่ ANSI กำหนดขึ้น
     ได้แก่ มาตรฐานหรือลักษณะของระบบการผลิตสัญญาณ กำหนดคุณภาพและคุณลักษณะของข้อมูลที่ส่งออกไป
     มาตรฐานเทอร์มินอลและมาตรฐานการสื่อสารในเครือข่ายแบบFDDI (Fiber Distributed Data Interface)
        2) องค์กรระหว่างประเทศว่าด้วยการมาตรฐาน (The International Standards organization: ISO)
     เป็นองค์กรพัฒนามาตรฐานสากลที่อยู่ในประเทศสวิตเซอร์แลนด์ มีสมาชิกจากประเทศต่าง ๆ 89 ประเทศ ทำหน้าที่
     กำหนดมาตรฐานสินค้าและบริการให้มีมาตรฐานเดียวกันทั่วโลกวิธีการกำหนดมาตรฐาน จะทำในลักษณะที่เป็นแบบ
     จำลอง (Model) เช่น ISO 9002 เป็นมาตรฐานการทำงานการบริการ ISO 14000 เป็นมาตรฐานด้านการรักษา
     สิ่งแวดล้อม เป็นต้นการกำหนดมาตรฐานด้านการสื่อสารข้อมูล จะมีคณะกรรมการ 2 ชุด ดังนี้
               - ISO/TC97 /SC6 ทำหน้าที่เกี่ยวกับการพัฒนามาตรฐานด้านการสื่อสารข้อมูล
        - ISO/TC97 /SC16 ทำหน้าที่พัฒนาด้านการเชื่อมต่อระหว่างเครือข่ายโดยกำหนดมาตรฐานระบบเปิด
     (Open Systems Interconnection : OSI) หรือที่เรียกว่า OSI Model
        3) สหภาพความร่วมมือระหว่างประเทศว่าด้วยโทรคมนาคม (InternationalTelecommunication Union : ITU)        เดิมองค์กรนี้เรียกว่า CCITT เป็นองค์กรที่กำหนดมาตรฐานด้านการสื่อสารคมนาคม โดยมีหน้าที่ให้คำปรึกษาทางเทคนิค
    เกี่ยวกับเทคโนโลยีโทรศัพท์ โทรเลขและอุปกรณ์การสื่อสารข้อมูล เช่น โมเด็ม V.29 และเครือข่าย X.25 Packet Switch
       4) สถาบันวิศวกรรมไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ (Institute of Electrical and ElectronicsEngineers : IEEE)
   เป็นองค์กรที่มีความเชี่ยวชาญด้านวิศวกรรม มีหน้าที่ในการกำหนดมาตรฐานการสื่อสาร มาตรฐานทางอุตสาหกรรม
    ทางด้านไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ และมาตรฐานเกี่ยวกับไมโครโปรเซสเซอร์และอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ใน ไมโครคอมพิวเตอร์       มาตรฐานที่คุ้นเคยกันดีเช่น IEEE802.3 สำหรับระบบเครือข่ายท้องถิ่น LAN CSMA/CD หรือ Ethernet
       5) สมาคมอุตสาหกรรมไฟฟ้า (Electronic Industries Association : EIA) เป็นองค์กรที่ทำหน้าที่กำหนด
    มาตรฐานสำหรับวงจรไฟฟ้า เช่น กำหนดรูปแบบการเชื่อมต่อหรืออินเทอร์เฟซกำหนดรายละเอียดของสัญญาณที่ใช้
    ในการสื่อสาร ขนาดแรงดันไฟฟ้า เช่น EIA232 หรือ RS232ที่เป็นการสื่อสารแบบอนุกรมระหว่างสองอุปกรณ์
     เช่น คอมพิวเตอร์กับโมเด็มปัจจุบันมีองค์กรมาตรฐานหลายองค์กรที่ทำหน้าที่เกี่ยวกับการพัฒนาและการควบคุม
    มาตรฐานบนอินเทอร์เน็ต เช่น ISOC (Internet Society) ทำหน้าที่พัฒนามาตรฐานและโพรโตคอลบนอินเทอร์เน็ต
   องค์กร IAB (Internet Architecture Board) ทำหน้าที่เป็นที่ปรึกษาทางด้านเทคนิคให้แก่ ISOC โดยทำหน้าที่
    ดูแลสถาปัตยกรรมและการเกิดขึ้นของโพรโตคอลบนอินเทอร์เน็ต
สรุปได้ว่าในระบบการสื่อสารข้อมูล ได้มีการกำหนดมาตรฐานสากลสำหรับการสื่อสารข้อมูล 2 ประเภท คือ มาตรฐาน       โดยนิตินัย หรือมาตรฐานแบบเดอ จูเร และมาตรฐานโดยพฤตินัยหรือมาตรฐานแบบ เดอ ฟัคโต และมีองค์กรมาตรฐานต่าง ๆ     ทำหน้าที่กำหนดมาตรฐานเกี่ยวกับการสื่อสารข้อมูล เพื่อให้ระบบการสื่อสารข้อมูลมีประสิทธิภาพและได้มาตรฐาน

วันอาทิตย์ที่ 15 พฤศจิกายน พ.ศ. 2558

เกณฑ์การวัดประสทธิภาพของเครือข่าย

สมรรถนะ


  • เวลาที่ใช้ในการถ่ายโอนข้อมูล - เวลาถ่ายโอนไปยังปลายทาง หรือจากปลายทางมาต้นทาง เช่น การอัพโหลด การดาวน์โหลด เป็นต้น หรืออาจจะเป็นช่วงระยะเวลาการร้องขอข้อมูล จนได้รับข้อมูลกลับมา
  • จำนวนผู้ใช้งานในระบบเครือข่าย - จำนวนผู้ใช้
  • งานในระบบเครือข่าย เนื่องจากหากมีผู้ใช้งานมากเกินไป ก็จะทำให้การสื่อสารข้อมูลในระบบเครือข่ายก็มากตามไปด้วย ทำให้ใช้เวลาในการสื่อสารมากขึ้น และส่งต่อประสิทธิภาพการใช้งานด้อยลงไป
  • ชนิดสื่อกลางที่ใช้ส่งข้อมูล - เนื่องจากสื่อกลางแต่ละประเภทมีความสามารถรองรับความเร็วที่แตกต่างกัน ดังนั้นควรจะเลือกใช้สื่อกลางที่เหมาะสมกับลักษณะการใช้งานระบบเครือข่ายของเรา
  • อุปกรณ์ฮาร์ดแวร์ - ประสิทธิภาพของฮาร์ดแวร์ย่อมส่งผลต่อความเร็วในการส่งผ่านข้อมูล ดังนั้นเครือข่ายคอมพิวเตอร์ทีมีซีพียู ประมวลผลด้วยความเร็วสูง หรืออุปกรณ์สวิตช์ที่ส่งข้อมูลด้วยความเร็วสูง ย่อมส่งผลให้เกิดประสิทธิภาพโดยการรวมของระบบที่ดี
  • ซอฟต์แวร์ - เป็นส่วนสำคัญที่ส่งผลต่อสมรรถนะโดยรวมของเครือข่ายเช่น ระบบปฏิบัติการเครือข่าย ที่มีประสิทธิภาพ ย่อมมีระบบการทำงาน และควบคุมอุปกรณ์ฮาร์ดแวร์ ให้ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพและรวดเร็ว

  • ความน่าเชื่อถือ


    • ปริมาณความถี่ของความล้มเหลวในการส่งข้อมูล
    • ระยะเวลาที่ใช้การกู้คืนข้อมูลหรือกู้คืนระบบกรณีให้สามารถใช้งานได้ตามปกติให้ได้ระยะเวลารวดเร็วที่สุด
    • การป้องกันเหตุการณ์ต่างๆที่ทำให้ระบบเกิดความล้มเหลว

    ความปลอดภัย

             เป็นหัวใจที่สำคัญที่สุด โดยเน้นไปที่ความสามารถที่จะป้องกันบุคคล ที่ไม่มีสิทธิ์ในการเข้าถึงข้อมูล หรือระบบเครือข่าย โดยอาจใช้รหัสการเข้าถึงข้อมูล เป็นต้น และความสามารถในการป้องกันภัยคุกคามต่างๆ เช่น การป้องกันไวรัสคอมพิวเตอร์เพื่อให้ระบบเครือข่ายมีความปลอดภัยสูง

เครือข่ายแบบ Peer-to-peer และ Client/Server

  1. Peer-to-Peer Network หรือเครือข่ายแบบเท่าเทียม

          เป็นการเชื่อมต่อเครื่องคอมพิวเตอร์เข้าด้วยกัน โดยเครื่องคอมพิวเตอร์ แต่ละเครื่อง จะสามารถแบ่งทรัพยากรต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นไฟล์หรือเครื่องพิมพ์ซึ่งกันและกันภายในเครือข่ายได้ เครื่องแต่ละเครื่องจะทำงานในลักษณะที่ทัดเทียมกัน ไม่มีเครื่องใดเครื่องเครื่องหนึ่งเป็นเครื่องหลักเหมือนแบบ Client / Server แต่ก็ยังคงคุณสมบัติพื้นฐานของระบบเครือข่ายไว้เหมือนเดิม การเชื่อมต่อแบบนี้มักทำในระบบที่มีขนาดเล็กๆ เช่น หน่วยงานขนาดเล็กที่มีเครื่องใช้ไม่เกิน 10 เครื่อง การเชื่อมต่อแบบนี้มีจุดอ่อนในเรื่องของระบบรักษาความปลอดภัย แต่ถ้าเป็นเครือข่ายขนาดเล็ก และเป็นงานที่ไม่มีข้อมูลที่เป็นความลับมากนัก เครือข่ายแบบนี้ ก็เป็นรูปแบบที่น่าเลือกนำมาใช้ได้เป็นอย่างดี

          2. Client-Server Network หรือเครือข่ายแบบผู้ใช้บริการและผู้ให้บริการ

          เป็นระบบที่มีเครื่องคอมพิวเตอร์ทุกเครื่องมีฐานะการทำงานที่เหมือน ๆ กัน เท่าเทียมกันภายในระบบ เครือข่าย แต่จะมีเครื่องคอมพิวเตอร์เครื่องหนึ่ง ที่ทำหน้าที่เป็นเครื่อง Server ที่ทำหน้าที่ให้บริการทรัพยากรต่าง ๆ ให้กับ เครื่อง Client หรือเครื่องที่ขอใช้บริการ ซึ่งอาจจะต้องเป็นเครื่องที่มีประสิทธิภาพที่ค่อนข้างสูง ถึงจะทำให้การให้บริการมีประสิทธิภาพตามไปด้วย ข้อดีของระบบเครือข่าย Client - Server เป็นระบบที่มีการรักษาความปลอดภัยสูงกว่า ระบบแบบ Peer To Peer เพราะว่าการจัดการในด้านรักษาความปลอดภัยนั้น จะทำกันบนเครื่อง Server เพียงเครื่องเดียว ทำให้ดูแลรักษาง่าย และสะดวก มีการกำหนดสิทธิการเข้าใช้ทรัพยากรต่าง ๆให้กับเครื่องผู้ขอใช้บริการ หรือเครื่อง Client


ประโยชน์ของเครือข่ายแลน

การแชร์หรือการใช้ทรัพยากรร่วมกัน

        1. แชร์ฮาร์ดแวร์ อุปกรณ์ฮาร์ดแวร์ที่ผู้ใช้สามารถใช้ร่วมกัน แบ่งออกเป็น 3 ประเภทหลักๆ คือ
หน่วยความจำ (Mass Storage Server) ได้แก่ ฮาร์ดิสก์ เทปไดรฟ์ และออปติกคัลดิสก์
อุปกรณ์เอาท์พุท (Output Server) ได้แก่ เครื่องพิมพ์แบบดอตเมตริกซ์ แบบอิงค์เจ็ต หรือแบบเลเซอร์ เครื่องฉายวิดีโอโปรเจคเตอร์ และจอวิดีโอขนาดใหญ่ เป็นต้น
อุปกรณ์การสื่อสาร (Communication Server) ได้แก่ โมเด็ม บริดจ์ เราเตอร์ เกตเวย์ และเครื่องแฟกซ์ เป็นต้น
2. แชร์ซอฟต์แวร์ ผู้ใช้สามารถเรียกใช้ซอร์ฟแวร์ซึ่งเครื่อง PC ของตนไม่มีซอร์ฟแวร์นี้ติดตั้งอยู่ เช่น เครื่องที่ใช้อยู่ไม่สามารถใช้โปรแกรมบางโปรแกรมได้ สามารถที่จะเรียกใช้โปรแกรมจากเครื่องที่สามารถใช้ได้มาทำงานในเครื่อง PC ของตน รวมทั้งยังสามารถสั่งพิมพ์ที่เครื่องพิมพ์ที่เชื่อมต่อในเครือข่ายได้
3. แชร์ไฟล์ข้อมูล ไฟล์ข้อมูลเพียงไฟล์เดียวที่อยู่ในไฟล์เซิร์พเวอร์ สามารถให้บริการเรียกใช้จากผู้ใช้ได้ทีละหลายคน เป็นการประหยัดเนื้อที่หน่วยความจำในการเก็บรักษาไฟล์ข้อมูล  นอกจากนี้ผู้ใช้ยังสามารถติดต่อขอใช้หรือเรียกดูไฟล์ข้อมูลจากเครือข่ายภายนอก ผ่านทางเราเตอร์หรือเกตเวย์ได้อีกด้วย

 ประหยัดค่าใช้จ่าย
        1. ประหยัดฮาร์ดแวร์ เช่น สามารถใช้เครื่องพิมพ์ประสิทธิภาพสูง (ราคาแพง) เพียงเครื่องเดียวรองรับงานพิมพ์ที่ต้องการคุณภาพและความรวดเร็วได้ทั้งสำนักงาน
        2. ประหยัดค่าซอร์ฟแวร์ เพราะมีซอร์ฟแวร์อยู่เพียงก็อบปี้เดียวก็สามารถเรียกใช้ได้ทั่วกัน        
3. สามารถรวมเป็นเครือข่ายเดียวกัน ทำให้ลดค่าใช้จ่ายในส่วนของงานที่ซ้ำซ้อนได้
        4. ประหยัดค่าติดตั้งและค่าดูแลรักษา เพราะระบบใหม่สามารถติดตั้งได้ง่ายและสามารถนำเครื่องคอมพิวเตอร์และอุปกรณ์ที่มีอยู่เดิมมาใช้งานได้อีก


 สะดวกกับผู้ใช้งาน
        1. ผู้ใช้สามารถเข้าสู่เครือข่ายได้ง่าย
        2. ตัดปัญหาเรื่องไฟล์ข้อมูลหายหรือต้องเตรียมไฟล์ข้อมูลสำรอง เพราะไฟล์เซิร์ฟเวอร์จะทำหน้าที่สำรองข้อมูลแทนให้
        3. สะดวกกับผู้ใช้งานจากจุดหนึ่งที่จะเข้าไปใช้ไฟล์ข้อมูลของผู้ใช้งานในอีกจุดหนึ่งซึ่งใช้เก็บสำรองไฟล์ข้อมูลนั้นไว้ในไฟล์เซิร์ฟเวอร์
        4. สามารถส่งข้อความตอบโต้กันระหว่างผู้ใช้ได้ง่ายด้วยไปรษณีย์อิเล็กทรอนิกส์
        5. ผู้ใช้สามารถเลือกใช้ฮาร์ดแวร์คุณภาพดีๆได้
        6. ผู้ใช้สามารถติดต่อสื่อสารข้อมูล ข้อความ และซอร์ฟแวร์กับระบบอื่นภายนอกเครือข่ายได้ง่าย
        7. สามารถส่งข้อมูลได้ด้วยอัตราเร็วสูง สะดวก รวดเร็วยิ่งขึ้น (ขึ้นอยู่กับชนิดของสายสื่อสารและรูปแบบการเชื่อมโยงเครือข่ายด้วย)


 ง่ายต่อการควบคุม
        1. สิทธิหรือขอบเขตในการเข้าไปใช้งานในเครือข่ายสามารถกำหนดและควบคุมได้จากผู้ที่มีหน้าที่ควบคุมเครือข่ายเพียงคนเดียว
        2. ทำให้เครื่องคอมพิวเตอร์หลายเครื่องต่างแบบสามารถทำงานร่วมกันได้
        3. ระบบมีความเชื่อถือได้สูง
        4. สามารถทำการขยายระบบเพิ่มจุดผู้ใช้ในเครือข่ายได้ง่าย
        5. เหมาะสมกับระบบสำนักงานอัตโนมัติ (Office Automation หรือ OA)



ข้อเสียและข้อจำกัดของ LAN

      
1. ยังมีระบบอื่นที่ยังสามารถทำงานได้ดีเช่นเดียวกันหรือดีกว่าสำหรับงานในระบบสำนักงาน เช่น ระบบ online ซึ่งมีใช้กันมาก่อนระบบ LAN ระบบสวิตชิ่งดิจิตอล PABX หรือตู้ชุมสายอัตโนมัติในอาคารซึ่งสามารถสื่อสารข้อมูลทั้งเสียงและข้อมูลได้เช่นเดียวกับ LAN โดยผ่านทางสายโทรศัพท์
2. ซอร์ฟแวร์ที่ใช้กับระบบ LAN ในปัจจุบันยังพัฒนาได้ไม่ดีเทียบเท่ากับซอร์ฟแวร์ในระบบของเครื่องมินิคอมพิวเตอร์หรือเมนเฟรมซึ่งมีมาก่อน และราคาของซอร์ฟแวร์เฉพาะสำหรับระบบ LAN ยังมีราคาสูงอยู่
3. ระบบรักษาความปลอดภัยของข้อมูลยังไม่ดีพอเมื่อเทียบกับระบบในเครื่องมินิคอมพิวเตอร์หรือเมนเฟรม
4. เนื่องจากคอมพิวเตอร์และอุปกรณ์อื่นๆมีความหลากหลายอยู่มาก จึงยากต่อการควบคุมให้มีมาตรฐานการทำงานแบบเดียวกัน และยุ่งยากต่อการดูแลรักษา
5. ระบบฐานข้อมูลเป็นแบบกระจายไปตามจุดผู้ใช้ต่างๆจึงทำให้ไม่สามารถใช้งานได้อย่างมีประสิทธิภาพ



ประเภทของเครือข่ายคอมพิวเตอร์

เครือข่ายสามารถจำแนกออกได้หลายประเภทแล้วแต่เกณฑ์ที่ใช้ เช่น ขนาด ลักษณะการแลกเปลี่ยนข้อมูลของคอมพิวเตอร์ เป็นต้น โดยทั่วไปการจำแนกประเภทของเครือข่ายมีอยู่ 3 วิธีคือ

1. ใช้ขนาดทางกายภาพของเครือข่ายเป็นเกณฑ์ แบ่งออกได้เป็น 3 ประเภทดังนี้
       
         1.1 LAN (Local Area Network) : ระบบเครือข่ายระดับท้องถิ่น
เป็นระบบเครือข่ายที่ใช้งานอยู่ในบริเวณที่ไม่กว้างนัก     อาจใช้อยู่ภายในอาคารเดียวกันหรืออาคารที่อยู่ใกล้กัน เช่น  ภายในมหาวิทยาลัย  อาคารสำนักงาน  คลังสินค้า หรือโรงงาน เป็นต้น  การส่งข้อมูลสามารถทำได้ด้วยความเร็วสูง และมีข้อผิดพลาดน้อย ระบบเครือข่ายระดับท้องถิ่นจึงถูกออกแบบมาให้ช่วยลดต้นทุนและเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงาน และใช้งานอุปกรณ์ต่าง ๆ ร่วมกัน

1.2 MAN (Metropolitan Area Network) : ระบบเครือข่ายระดับเมือง 
เป็นระบบเครือข่ายที่มีขนาดอยู่ระหว่าง Lan และ Wan เป็นระบบเครือข่ายที่ใช้ภายในเมืองหรือจังหวัดเท่านั้น การเชื่อมโยงจะต้องอาศัยระบบบริการเครือข่ายสาธารณะ จึงเป็นเครือข่ายที่ใช้กับองค์การที่มีสาขาห่างไกลและต้องการเชื่อมสาขาเหล่านั้นเข้าด้วยกัน เช่น ธนาคาร   เครือข่ายแวนเชื่อมโยงระยะไกลมาก จึงมีความเร็วในการสื่อสารไม่สูง เนื่องจากมีสัญญาณรบกวนในสาย เทคโนโลยีที่ใช้กับเครือข่ายแวนมีความหลากหลาย มีการเชื่อมโยงระหว่างประเทศด้วยช่องสัญญาณดาวเทียม เส้นใยนำแสง คลื่นไมโครเวฟ คลื่นวิทยุ สายเคเบิล

1.3 WAN (Wide Area Network) : ระบบเครือข่ายระดับประเทศ หรือเครือข่ายบริเวณกว้าง
เป็นระบบเครือข่ายที่ติดตั้งใช้งานอยู่ในบริเวณกว้าง เช่น ระบบเครือข่ายที่ติดตั้งใช้งานทั่วโลก เป็นเครือข่ายที่เชื่อมต่อคอมพิวเตอร์หรืออุปกรณ์ที่อยู่ห่างไกลกันเข้าด้วยกัน อาจจะต้องเป็นการติดต่อสื่อสารกันในระดับประเทศ ข้ามทวีปหรือทั่วโลกก็ได้ ในการเชื่อมการติดต่อนั้น จะต้องมีการต่อเข้ากับระบบสื่อสารขององค์การโทรศัพท์หรือการสื่อสารแห่งประเทศไทยเสียก่อน เพราะจะเป็นการส่งข้อมูลผ่านสายโทรศัพท์ในการติดต่อสื่อสารกันโดยปกติมีอัตราการส่งข้อมูลที่ต่ำและมีโอกาสเกิดข้อผิดพลาด การส่งข้อมูลอาจใช้อุปกรณ์ในการสื่อสาร เช่น โมเด็ม (Modem) มาช่วย